html-seo-url

มานั่งเปลี่ยนบรรยากาศ ผมมาช่วงหน้าร้อนน้ำไม่ค่อยมี เเต่วิวและป่าถือว่าโอเคเลย น้ำตก และลำธารมีนิดหน่อย



เหตุผลที่ คุณ Bratton ได้ให้ไว้ก็คือ สังคมมนุษย์สามารถเปลี่ยนไปตาม “กระแสของสังคม” (Social Habit) อธิบายง่ายๆ แบบบ้านๆ ก็คือ ถ้ากล้าพ่นสีกำแพง กล้าแอบขึ้นรถไฟฟรีแล้วไม่โดนจับ ก็จะบ่มเพาะนิสัยทำให้กล้าขโมย แล้วก็กล้าค้ายา กล้าข่มขืน กล้าฆ่า เป็นเหมือนก้อนดินไหลลงเขา เราอาจเชื่อมโยงแนวทางการบริหารเมือง (อย่างนิวยอร์ก) กับการบริหารธุรกิจ (อย่าง SME) ได้อย่างไม่แตกต่างกันนัก ผมขอยกตัวอย่าง 5 ปัญหาเล็กน้อยที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในการบริหารธุรกิจหากปล่อยไว้ไม่แก้ไขแต่เนิ่นๆ



1. ประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิต ถ้าใครอยู่ในสายงานผลิตสินค้าเคยผ่านระบบ 5ส GMP HACCP หรือ ISO 9001 จะเข้าใจดีว่าทำไมเรื่องเล็กๆ อย่างหลอดไฟ ต้องมีฝาครอบแบบเฉพาะ และอยู่ในจุดที่ควบคุมเท่านั้น ถ้าหลอดไฟผิดแบบ ผิดวัสดุ ก็จะกลายเป็นตัวเรียกแมลง แตกแล้วสามารถปนเปื้อนไปกับสินค้าได้ในทันที ไหนจะระบบพื้นอีพ็อกซีที่ต้องมีเพราะทำให้พื้นและกำแพงไม่มีรูที่เป็นจุดสะสมฝุ่นและแมลง หรือหลอดไฟ หรืออุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ ต้องขึ้นทะเบียนและวางเก็บเป็นที่ทุกครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาใหญ่ที่มากกว่าแค่หาของไม่เจอ เช่น อัคคีภัย อุบัติเหตุที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตและทรัพย์สิน', '2. การบริหารกระแสเงินสดและสภาพคล่อง สำหรับธุรกิจเริ่มใหม่และ SME กำไร-ขาดทุนนั้นเป็นเรื่องรอง ขอให้เงินสดอย่าหมดแล้วกัน เคยได้ยินไหมครับ ขายดีมาก แต่เงินสดในบัญชีแทบไม่มี ร้านอาหาร ร้านกาแฟจะบ่นกันบ่อย โดยเฉพาะพวกจ่ายค่าวัตถุดิบด้วยเงินสด ยิ่งลูกค้ามากขึ้นยิ่งต้องลงทุนมากขึ้น เก็บเงินลูกค้าเป็นเงินสดบ้าง เป็นเครดิตบ้าง แต่การลงทุนก็ต้องใช้เงินสด ลงทุนเพิ่มเป็นเงินสดเพิ่ม แต่รายได้เป็น Credit กลายเป็นว่าสิ้นเดือนหมุนเงินไม่ทัน ไม่มีเงินจ่ายลูกน้อง ไหนจะค่าเช่ารายเดือน ดอกเบี้ย เสียเครดิต และกลายเป็นดินพอกหางหมู กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมา คำว่า “สภาพคล่อง” คงไม่ใช่คำที่นักธุรกิจหน้าใหม่นึกถึงมากนัก และทุนหมุนเวียนก็เป็นอะไรที่ถ้าไม่ใช้นักบัญชีแล้วก็คำนวณยากกว่ากำไรหรือขาดทุนเสียอีก นักธุรกิจหน้าใหม่ส่วนใหญ่ถึงคิดว่าเป็นเรื่องเล็กในช่วงแรก คิดว่าลูกค้าเต็มร้านยังไงก็ไปได้ จะมารู้สึกถึงความสำคัญของการบริหารสภาพคล่อง และวินัยการคลังก็ต่อเมื่อต้องปรับวงเงินผ่อนชำระ ซึ่งอาจจะสายไป :

3. การปล่อยทุจริต แน่นอนใครๆ ก็คิดว่าการทุจริตในองค์กรเป็นเรื่องใหญ่ทั้งนั้น และควรไล่ออกสถานเดียว แต่เนื้อเรื่องมันจะซับซ้อนมากขึ้นก็เมื่อเกิดความหมิ่นเหม่ว่าทุจริตจริงหรือไม่ และถ้าเกิดมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาก่อนกับนายจ้าง แล้วแถมเป็น Sales มือ 1 ที่ทำยอดให้บริษัทมากกว่า 80% ด้วย ถ้าลูกน้องรับสินบนเล็กๆ น้อยๆ ถามว่าทุจริตไหม ใช่แน่ๆ คิดว่าควรไล่ออก แต่เขาเป็นคนที่ทำดีมาตลอด นำยอดมาให้ถึง 80% ของยอดขายทั้งหมดเลยทีเดียวและถ้าไล่เขาออก เขาคงจะได้งานใหม่ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญของคุณ เท่ากับว่า คุณป้องกันปัญหาทุจริตไม่ให้เป็น “นิสัยขององค์กรคุณ” แต่ในขณะเดียวกัน ยอดขายจะตกฮวบ 80% และอาจใส่พานให้คู่แข่งด้วยซ้ำไป เท่านี้เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที ปัญหาแบบนี้ ผมก็อยากฟังความคิดเห็นของเพื่อนชาวกรุงศรี GURU เช่นกันครับ

4. ปัญหาสิ่งแวดล้อม ผมต้องทำงานไปๆ มาๆ ที่ไทยและญี่ปุ่น จะเห็นข้อต่างในเรื่องนี้มาก เรื่องน้ำเสีย ที่เล็กๆ น้อยๆ แม้จะไม่เกินที่กฎหมายญี่ปุ่นกำหนด เขาก็จะลงทุนเพื่อจะเคลียร์เรื่องสิ่งแวดล้อมให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะชาวญี่ปุ่นถือว่า “ปล่อยอะไรออกไปแล้ว มันก็จะกลับมาหาโรงงานสักวันหนึ่ง” ผู้จัดการโรงงานชาวญี่ปุ่นบอก ถ้าปล่อยของเสียไป วันหนึ่งมันก็จะกลับมาเป็นต้นทุนของเรา ถ้าปล่อยน้ำเสียออกไป ดินรอบๆ ก็จะเสีย ปล่อยควันออกไป ชาวบ้านก็จะเกลียด ถึงแม้ไม่เสียเงินลงทุนตอนนี้ สักวันก็ต้องเสียอยู่ดี สู้ควักเงินแต่แรกเพื่อป้องกันดีกว่าเสียเพื่อแก้ที่หลัง เวลาพาชาวญี่ปุ่นมาดูงานที่เมืองไทย จะต้องถามทุกคนว่าคนไทยเผานาตัวเองทำไม? คำตอบที่ได้ยินส่วนตัวก็คือ เร็ว ง่าย ไม่มีแรงงานมาไถกลบ แล้วชาวญี่ปุ่นก็ต้องตอบทุกคนว่า แต่ดินจะเสียนะ ปลูกครั้งหน้าผลผลิตไม่น้อยลงหรือ แล้วก็เป็นมลภาวะ ควันเยอะชาวบ้านแถวนี้ไม่ว่าเอาเหรอ ผมคิดว่าท่านผู้อ่านคงพอจะเห็นภาพนะครับ

5. ปัญหาแรงเฉื่อยในองค์กร ในโลกของฟิสิกส์ “ความเฉื่อย” การที่สสารต่อต้านสถานะเดิมของมัน ถ้าอยากจะเปลี่ยนต้องออกแรงต้านกับแรงเฉื่อย ไม่เช่นนั้นมันจะคงสภาพเดิมอยู่ ซึ่งก็ไม่ต่างกับองค์กรที่เริ่มเฉื่อย เมื่อไม่พูดถึงอนาคตและไม่มีกลยุทธ์ที่จะไปต่อ คนที่เคยกระฉับกระเฉงก็เริ่มไม่สนใจงานและเอื่อยเฉื่อย เป็นสัญญาณที่อาจจะจับได้ยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเจ้าของธุรกิจมัวแต่ยุ่งอยู่กับภารกิจอื่นๆ นอกเหนือจากฝ่ายบุคคล การทำงานต้องทำอย่างมีพลัง ถ้าแรงเฉื่อยในองค์กรเกิดขึ้นเมื่อไร การผลักดันให้ไปต่อนั้นยากขึ้น ยิ่งรอจะแก้ปัญหานานเท่าไร ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น', 'การเรียนรู้ปัญหาตั้งแต่ต้นถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับกิจการ เพราะไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบและเพียบพร้อมเหมือนบะหมี่สำเร็จรูป เรื่องปัญหาและอุปสรรคจึงเป็นเสมือนเงาตามตัวในการดำเนินธุรกิจของทุกบริษัทในสังคมโลกเศรษฐกิจ

ซึ่งปัญหาอาจหนักบ้างในบางเวลาหรือเบาบ้างในบางสถานการณ์ก็แล้วแต่อุปสรรคในขณะนั้น ประสบการณ์และความรู้มีส่วนช่วยอย่างมากในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่สำหรับบริษัทธุรกิจที่เพิ่งจะก่อตั้งใหม่ๆ ดูจะเป็นประเด็นปัญหาที่สร้างความหนักอกหนักใจให้ผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก อาจด้วยเพราะความเป็นมือใหม่ขาดประสบการณ์ในการแก้ปัญหาและองค์ประกอบทางด้านอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้เอื้ออำนวยให้เกิดความได้เปรียบ จึงทำให้บริษัทเพิ่งก่อตั้งใหม่มักจะไปไม่ค่อยรอด

1. ขาดแคลนทั้งเงินทุนและกระแสเงินสดหมุนเวียน เรื่องเงินนี้ดูจะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในบรรดาปัญหาทั้งหลายเลยทีเดียว เพราะการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจแทบทุกอย่างล้วนต้องใช้เงินทุนแทบทั้งสิ้น ยิ่งระบบธุรกิจในปัจจุบันมีลักษณะเป็นทุนนิยมเสรีด้วยแล้ว บริษัทของผู้ประกอบการใดที่พบเจอกับปัญหานี้ล้วนต้องปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างแน่นอน ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือผู้ประกอบการคือต้องจัดการบัญชีและการเงินให้ดี พร้อมทั้งวางระบบบริหารที่ถูกต้อง มีเงินทุนที่ต้องใช้จ่ายจริงและทุนสำรองที่มากเพียงพอต่อการประกอบธุรกิจ หรืออาจใช้การขอสินเชื่อจากทางธนาคารและสถาบันทางการเงินที่ปัจจุบันมีโปรแกรมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจขนาด SME ตามที่เคยแนะนำไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้ เข้ามาช่วยเหลือและขจัดปัญหาในส่วนนี้ ทั้งนี้เงินทุนของบริษัทควรต้องแยกออกจากเงินส่วนตัว ไม่ควรที่จะนำมาใช้ร่วมกัน เพราะอาจทำให้ผู้ประกอบการเจอเข้ากับปัญหาชีวิตของตนเองเข้ามาอีกหนึ่งปัญหา


2. ไม่มีความรู้ด้านบัญชีและกฎหมาย เรื่องการทำบัญชีและข้อกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญมากในการก่อตั้งบริษัท ผู้ประกอบการส่วนใหญ่พบกับปัญหานี้ค่อนข้างมาก เพราะเกือบจะทั้งหมดของผู้ก่อตั้งบริษัทมักเป็นผู้มีไอเดียความคิดสร้างสรรค์ที่มองเห็นช่องทางการทำธุรกิจและบุคคลที่เคยประกอบอาชีพหรือมีประสบการณ์ทางด้านอื่นๆ มาก่อน แต่ไม่ใช่ผู้มีความรู้หรือจบการศึกษาด้านบัญชีและกฎหมายโดยตรงจึงไม่รู้ว่าควรจัดการกับบัญชีอย่างไร การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทต้องทำแบบไหน และมีเอกสารสำคัญอะไรบ้าง ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีรายละเอียดปลีกย่อยค่อนข้างสลับซับซ้อนมาก อีกทั้งบางเรื่องผู้ประกอบการก็ไม่สามารถค้นหาได้จากอินเทอร์เน็ตแน่นอน วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือเลือกใช้บริการบริษัทรับทำบัญชีและบริษัทให้คำปรึกษาทางกฎหมายให้เป็นผู้ดูแลโดยเฉาะจะสะดวกกว่าดูแลด้วยตนเองหลายเท่าตัว และยังป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ผู้ประกอบการก็ต้องหมั่นศึกษาและเรียนรู้วิธีการทำงานของบริษัทเหล่านี้ด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกบริษัทบัญชีและกฎหมายนั้นต้องเลือกจากความน่าเชื่อถือเป็นสำคัญ




3. ไม่มีพนักงานที่มีความสามารถมากพอ
Advertisement บริษัทที่เพิ่งจะก่อตั้งใหม่มักไม่ค่อยได้รับความสนใจจากบุคคลทั่วไปซึ่งมีความรู้และประสบการณ์จึงกลายเป็นหนึ่งในปัญหาที่น่าหนักใจของผู้ประกอบการ ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือผู้ประกอบการอาจต้องยอมจ่ายบ้างเพื่อจ้างพนักงานที่มีประสบการณ์และความรู้ที่เหมาะสมจะเข้ามานั่งทำงานในบริษัท โดยต้องมีข้อเสนอพร้อมทั้งสวัสดิการที่น่าสนใจมากเพียงพอจะดึงดูดให้มาร่วมงานได้ แต่หากบริษัทของผู้ประกอบการติดขัดในเรื่องเงินเดือน ไม่สามารถจ่ายเงินเดือนในระดับดังกล่าวก็ควรพูดคุยกับพนักงานโดยตรง พร้อมทั้งให้สัญญาใจต่อกันว่าจะขึ้นเงินเดือนให้หากผลประกอบการเมื่อสิ้นปีได้ผลบวกและมีกำไรอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และเมื่อทำได้แล้วก็ต้องไม่หลงลืมสัญญา เพียงเท่านี้บริษัทก็น่าจะได้สมาชิกใหม่ซึ่งเป็นพนักงานที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทอย่างแน่นอน br>


4. ไม่มีเครือข่ายสังคมธุรกิจที่กว้างมากพอ ผู้ประกอบการมือใหม่มักพบปัญหาการสร้างเครือข่ายอย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าการมีเครือข่ายสังคมจะช่วยผลักดันการทำธุรกิจได้อย่างมาก เพราะเครือข่ายสังคมจะช่วยกระจายข่าวเกี่ยวกับบริษัทและการดำเนินธุรกิจของเราไปสู่บุคคลภายในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ทำให้มีผู้สนใจอยากจะใช้บริการและให้การสนับสนุนธุรกิจมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้เครือข่ายสังคมไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างกันได้ง่ายๆ ต้องอาศัยระยะเวลาบวกกับเทคนิคมนุษยสัมพันธ์ จริงอยู่ที่ว่าผู้ประกอบการธุรกิจควรสร้างเครือข่ายไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อตั้งบริษัท แต่ก็ใช่ว่าจะสายเกินไปที่จะสร้างสังคมธุรกิจขึ้นหลังจากเปิดตัวบริษัทไปแล้ว เพราะคำว่ามิตรภาพอยู่นอกเหนือข้อจำกัดเรื่องกรอบเวลาเสมอ ทุกนาทีผู้ประกอบการสามารถสร้างเพื่อนได้มากกว่าสร้างศัตรูแน่นอน

5. ขาดความน่าเชื่อถือเพราะไม่มีประสบการณ์ ไม่มีประสบการณ์เป็นปัญหาอีกหนึ่งเรื่องที่บริษัทเปิดใหม่มักพบเจอโดยเฉพาะเวลาออกไปขายงานกับลูกค้า เพราะสิ่งที่ลูกค้าอยากรู้เป็นอันดับแรกในการสนทนาก็คือเรื่องประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของบริษัท ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดของบริษัทเปิดใหม่ที่ยังมีผลงานไม่มากนัก ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือนำเอาประวัติการทำงานส่วนตัวซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่กำลังทำอยู่ออกมาแสดงอาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด โดยผลงานที่นำออกมาแสดงต้องมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าปกติทั่วไป แต่หากผู้ประกอบการไม่มีประวัติการทำงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่กำลังทำอยู่เลนเพราะเพิ่งจับตลาดและทำธุรกิจเป็นครั้งแรก ก็ขอให้แสดงรูปแบบและอธิบายวิธีการทำงานของบริษัทให้ลูกค้าฟังอย่างละเอียดแทนและขอให้เพิ่มการรับประกันคุณภาพการทำงานด้วย เพราะจะทำให้บริษัทของผู้ประกอบการสามารถขายงานหรือทำสัญญาทางธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น



6. ธุรกิจขาดทุนคือ การทำธุรกิจอย่างอิสระ ปัญหาสุดท้ายที่มักพบสำหรับธุรกิจเปิดใหม่และเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการขาดทุนอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อเกิดปัญหานี้ขึ้นแล้ว หากบริษัทเปิดใหม่มีเงินทุนสำรองไม่มากก็มักต้องปิดกิจการไปหลายราย ซึ่งวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือผู้ประกอบการต้องทำแผนธุรกิจให้ละเอียดทุกเรื่องรวมถึงช่องทางและวิธีการแก้ปัญหาหากยอดขายและผลกำไรไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ซึ่งช่องทางและวิธีแก้ไขปัญหารวมถึงแหล่งเงินทุนสำรอควรต้องระบุลงไปให้ชัดเจนในแผนธุรกิจด้วย จึงจะสามารถป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นได้อย่างมีระบบและเป็นรูปธรรมถาวรอีกด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นแม้จะแก้ไขได้ยากเย็นและต้องใช้ความอดทนสูงมากขนาดไหนก็ตาม มันก็คือบททดสอบที่ดีที่สุดของผู้ประกอบการว่าพร้อมแล้วหรือยังที่จะเดินขึ้นไปยังจุดที่สูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถเอาชนะปัญหาดังกล่าวได้ก็คงไม่มีอะไรที่มาทัดทานความสำเร็จในอนาคตได้อย่างแน่นอน และท้ายที่สุดแล้วชัยชนะของผู้ประกอบการก็จะถูกบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ให้นักธุรกิจใหม่รุ่นได้ศึกษากันต่อไปในที่สุด หลายคนที่อยากเป็นผู้ประกอบการมักกลัวว่าจะไม่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวไม่เป็นท่า บทความนี้จะชวนทุกคนมาดูข้อผิดพลาดที่ผู้ประกอบการมือใหม่ควรรู้ก่อนเปิดธุรกิจกัน



สารบัญบทความน่าอ่าน